简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
เข้ากลุ่มเทรดแล้วงง? รวมคำสแลงฟอเร็กซ์ ที่นักเทรดใช้กันทุกวันแบบเข้าใจง่าย
บทคัดย่อ:เมื่อก้าวเข้าสู่โลก Forex ครั้งแรก หลายคนมักเจอกับคำพูดที่ฟังเหมือนภาษาต่างดาว เช่น “โดน Stop Hunt” “ตลาด Choppy” หรือ “Blown แล้ว” จนไม่กล้าถามและอาจเข้าใจผิดมาตลอด เพราะสแลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูดติดปากของนักเทรด แต่คือภาษาที่ใช้สื่อสารมุมมองตลาด กลยุทธ์ และพฤติกรรมการเทรดในชีวิตจริง บทความนี้จะพาไปรู้จักสแลง Forex ที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมความหมายที่ถูกต้อง ตัวอย่างการใช้งาน และคำที่หลายคนมักใช้ผิด เพื่อช่วยให้นักเทรดเข้าใจตลาดได้ลึกขึ้นและสื่อสารได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ครั้งแรกที่แอดหยี่ยวเข้ากลุ่มนักเทรดฟอเร็กซ์ สิ่งที่เจอคือภาษาที่ฟังดูเหมือนภาษาต่างดาว “โดน Hunt แล้ว” “ตลาด Choppy มาก” “รอ Retest ก่อน” “Blown แล้วกู” ทั้งหมดนี้ถูกพิมพ์กันอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น มันคือความงงที่ไม่กล้าถาม
และแม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์แล้วบางคนก็ยังใช้สแลงบางคำผิดความหมายโดยไม่รู้ตัว เพราะเคยได้ยินคนอื่นใช้แล้วจำตามมาโดยไม่เคยตรวจสอบ
บทความนี้แอดหยี่ยวจะพาไปรู้จักสแลงการเทรด Forex ที่ใช้กันบ่อยที่สุด พร้อมความหมายที่ถูกต้อง บริบทที่ใช้ และตัวอย่างประโยคจริงที่เห็นในกลุ่มนักเทรดทุกวัน
สแลงกลุ่มที่ 1: สแลงเกี่ยวกับสภาพตลาด
Bullish / Bearish
สองคำนี้คือพื้นฐานที่สุดของสแลงการเทรด Bullish หมายถึงมองตลาดขาขึ้น หรือเชื่อว่าราคาจะวิ่งขึ้น ส่วน Bearish หมายถึงมองตลาดขาลง หรือเชื่อว่าราคาจะลง
ที่มาของคำนี้มาจากลักษณะการโจมตีของสัตว์ วัว (Bull) โจมตีด้วยการยกเขาขึ้น ส่วนหมี (Bear) โจมตีด้วยการตะปบลง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “EUR/USD Bullish มากเลย รอ Buy อยู่”
Choppy
ตลาด Choppy คือตลาดที่ราคาวิ่งไปมาไม่มีทิศทางชัดเจน ขึ้นลงสลับกันถี่ๆ ทำให้การวิเคราะห์กราฟยากและสัญญาณที่ได้มักหลอก
ตัวอย่างในกลุ่ม: “ไม่เทรดดีกว่า ตลาด Choppy มาก ไม่มี Setup”
Ranging
ตลาด Ranging คือตลาดที่ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแนวรับแนวต้านชัดเจน ไม่มีแนวโน้มขึ้นหรือลงที่ชัดเจน คล้ายกับ Choppy แต่ Ranging มีโครงสร้างที่ชัดกว่าและสามารถวางแผนเทรดได้
ตัวอย่างในกลุ่ม: “GBP/USD Ranging อยู่ รอ Break ก่อนเข้า”
Trending
ตลาด Trending คือตลาดที่ราคามีทิศทางชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง เป็นสภาพตลาดที่นักเทรดส่วนใหญ์ชอบเพราะโอกาสได้กำไรสูงกว่า
ตัวอย่างในกลุ่ม: “USD/JPY Trending ลงแรงมาก ไม่ต้าน Trend”
Volatile
ตลาด Volatile คือตลาดที่ราคาขยับแรงและเร็ว ทั้งขึ้นและลง มักเกิดในช่วง News ใหญ่หรือเหตุการณ์พิเศษ ทั้งเป็นโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างในกลุ่ม: “ระวังนะ ช่วง NFP ตลาด Volatile มาก Spread กว้างด้วย”
สแลงกลุ่มที่ 2: สแลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคา
Pump / Dump
Pump คือการที่ราคาวิ่งขึ้นแรงและเร็วในระยะเวลาสั้น ส่วน Dump คือการที่ราคาร่วงลงแรงและเร็ว สองคำนี้มักใช้อธิบายการเคลื่อนไหวที่รุนแรงผิดปกติ
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Gold Pump แรงมากหลัง News ออก”
Spike
Spike คือการที่ราคาวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นมากๆ แล้วกลับตัวเกือบทันที มักเกิดในช่วง News หรือช่วง Low Liquidity Spike อาจทำให้ Stop Loss ถูก Hit โดยที่ราคาไม่ได้เปลี่ยนทิศจริง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “โดน Spike ตอน NFP Stop ถูก Hit แต่ราคากลับมาแล้ว เซ็งมาก”
Retest
Retest คือการที่ราคากลับมาทดสอบระดับที่เคย Breakout ไปแล้วอีกครั้งก่อนจะวิ่งต่อในทิศทางเดิม นักเทรดหลายคนรอ Retest เพื่อหาจุดเข้าที่ดีกว่าการเข้าตอน Breakout ทันที
ตัวอย่างในกลุ่ม: “รอ Retest แนวต้านก่อนนะ ถ้า Hold ได้ค่อย Sell”
Pullback
Pullback คือการที่ราคาย้อนกลับมาชั่วคราวในทิศทางตรงข้ามกับ Trend หลัก ก่อนจะวิ่งต่อในทิศทางเดิม ต่างจาก Reversal ตรงที่ Pullback เป็นการย้อนชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศจริง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Uptrend อยู่ รอ Pullback แล้วค่อย Buy”
Breakout
Breakout คือการที่ราคาทะลุผ่านระดับแนวรับหรือแนวต้านสำคัญออกไปได้สำเร็จ มักมาพร้อมกับ Volume ที่สูงขึ้นและ Momentum ที่แรง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “EUR/USD Breakout แนวต้าน 1.0900 แล้ว อาจวิ่งต่อ”
Consolidation
Consolidation คือช่วงที่ราคาหยุดพักหลังจากวิ่งแรงมาระยะหนึ่ง เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ก่อนจะมีทิศทางชัดเจนอีกครั้ง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “USD/JPY กำลัง Consolidate อยู่ รอทิศทางก่อน”
สแลงกลุ่มที่ 3: สแลงเกี่ยวกับการเปิดปิด Trade
Long / Short
Long คือการเปิด Buy หรือเดิมพันว่าราคาจะขึ้น ส่วน Short คือการเปิด Sell หรือเดิมพันว่าราคาจะลง สองคำนี้ใช้แทน Buy และ Sell ในภาษาของนักเทรดมืออาชีพ
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Long GBP/USD อยู่ รอ Take Profit”
Entry / Exit
Entry คือจุดที่เข้า Trade ส่วน Exit คือจุดที่ออกจาก Trade ไม่ว่าจะเป็นการปิดกำไรหรือตัดขาดทุน
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Entry ดีมาก Exit ที่ไหนดี?”
Cut Loss / Stop Out
Cut Loss คือการปิด Trade ที่ขาดทุนด้วยตัวเองก่อนที่ Stop Loss จะถูก Hit ส่วน Stop Out คือการที่ระบบปิด Trade อัตโนมัติเมื่อ Margin Level ถึงระดับที่กำหนด
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Cut Loss ไปก่อนดีกว่า ไม่ไหวแล้ว”
TP / SL
TP คือ Take Profit หรือระดับราคาที่ตั้งไว้ให้ระบบปิด Trade อัตโนมัติเมื่อได้กำไรตามที่ต้องการ ส่วน SL คือ Stop Loss หรือระดับราคาที่ตั้งไว้เพื่อจำกัดความเสียหายถ้าราคาเคลื่อนผิดทาง
ตัวอย่างในกลุ่ม: “ตั้ง TP ที่ 1.0950 SL ที่ 1.0870 Risk/Reward ดีอยู่”
Scale In / Scale Out
Scale In คือการเพิ่มขนาด Position ทีละน้อยเมื่อราคาวิ่งไปในทิศทางที่ต้องการ ส่วน Scale Out คือการลดขนาด Position ทีละส่วนเพื่อ Lock กำไรบางส่วนไว้ก่อน
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Scale Out ครึ่งนึงไปก่อน เดี๋ยวค่อยดูต่อ”
สแลงกลุ่มที่ 4: สแลงเกี่ยวกับผลการเทรด
Blown Account
Blown Account หรือที่นักเทรดไทยมักพูดว่า “Blown แล้ว” หมายถึงการที่เงินในบัญชีหมดหรือเกือบหมดจากการขาดทุนสะสม เป็นหนึ่งในสแลงที่ใช้บ่อยที่สุดในกลุ่มนักเทรด
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Blown แล้วกู เดี๋ยว Deposit ใหม่”
In the Green / In the Red
In the Green คือการที่ Trade หรือพอร์ตอยู่ในแดนบวก มีกำไร ส่วน In the Red คือการที่ Trade หรือพอร์ตอยู่ในแดนลบ ขาดทุนอยู่
ตัวอย่างในกลุ่ม: “วันนี้ In the Green ทุก Trade เลย วันดี”
Running Profit / Floating Loss
Running Profit คือกำไรที่กำลังวิ่งอยู่ใน Trade ที่ยังไม่ได้ปิด ส่วน Floating Loss คือขาดทุนที่ลอยอยู่ใน Trade ที่ยังเปิดอยู่ ทั้งสองยังไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนจริงจนกว่าจะปิด Trade
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Floating Loss อยู่ 50 USD แต่ยังถือต่อ เชื่อ Setup”
Drawdown
Drawdown คือการลดลงของมูลค่าพอร์ตจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นตัววัดความเสี่ยงของระบบการเทรดที่สำคัญมาก Drawdown สูงหมายความว่าระบบมีความผันผวนสูงและต้องใช้ทุนสำรองมาก
ตัวอย่างในกลุ่ม: “ระบบนี้ Max Drawdown 20% ยอมรับได้ไหม?”
สแลงกลุ่มที่ 5: สแลงเกี่ยวกับกลยุทธ์และพฤติกรรมการเทรด
Stop Hunt
Stop Hunt คือปรากฏการณ์ที่ราคาวิ่งไปแตะระดับที่มี Stop Loss ของนักเทรดจำนวนมากรวมกันอยู่ก่อน แล้วจึงกลับทิศทาง นักเทรดหลายคนเชื่อว่าเป็นการกระทำของ Market Maker แต่ความจริงมักเป็นผลจาก Liquidity ที่กระจุกตัวอยู่ในระดับนั้น
ตัวอย่างในกลุ่ม: “โดน Stop Hunt ไปแล้ว Stop อยู่ Low เดิมพอดี”
FOMO
FOMO ย่อมาจาก Fear of Missing Out คือความกลัวที่จะพลาดโอกาส ทำให้นักเทรดรีบเข้า Trade โดยไม่รอ Setup ที่ดี มักเกิดหลังจากเห็นราคาวิ่งแรงแล้วรู้สึกว่าถ้าไม่เข้าตอนนี้จะพลาด
ตัวอย่างในกลุ่ม: “FOMO เข้าไปแล้ว ไม่รอ Setup เลย”
Revenge Trading
Revenge Trading คือการเทรดเพื่อ “แก้มือ” หลังจากขาดทุน โดยเปิด Trade ใหม่ทันทีด้วยอารมณ์ ไม่ใช่เหตุผล มักทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ตัวอย่างในกลุ่ม: “อย่า Revenge Trading นะ หยุดพักก่อน”
Overtrading
Overtrading คือการเทรดมากเกินไปโดยไม่มี Setup ที่ดีรองรับ มักเกิดจากความเบื่อ ความโลภ หรือความอยากแก้มือ ผลคือต้นทุน Spread และ Commission สะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Overtrading ไปเลย วันนี้เปิด 20 Trade ไม่มี Setup เลยสักอัน”
Bag Holding
Bag Holding คือการถือ Trade ที่ขาดทุนไว้นานเกินไปโดยหวังว่าราคาจะกลับมา แทนที่จะตัดขาดทุนตาม Plan ที่วางไว้ เป็นผลของ Loss Aversion ที่ไม่อยากรับรู้ความเสียหาย
ตัวอย่างในกลุ่ม: “Bag Holding EUR/USD อยู่ -200 Pip แล้ว ยังไม่ Cut เลย”
Carry Trade
Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรดที่กู้ยืมสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปซื้อสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อรับส่วนต่างดอกเบี้ยหรือ Swap เป็นกำไรเพิ่มเติม
ตัวอย่างในกลุ่ม: “ทำ Carry Trade AUD/JPY อยู่ Swap บวกทุกวัน”
สแลงกลุ่มที่ 6: สแลงที่ได้ยินบ่อยแต่คนใช้ผิดบ่อยที่สุด
Hedge
หลายคนใช้คำว่า Hedge เพื่ออธิบายการเปิด Buy และ Sell พร้อมกันในคู่เดียวกัน แต่ Hedge ที่แท้จริงหมายถึงการป้องกันความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ผกผันกัน ไม่ใช่การเปิดสองทางในคู่เดียวกัน
ตัวอย่างในกลุ่ม (ใช้ผิด): “Hedge ไว้ก่อน เปิด Buy กับ Sell พร้อมกัน”
Liquidity
หลายคนใช้ Liquidity เพื่ออธิบายว่าตลาดมีคนเยอะ แต่ Liquidity จริงๆ หมายถึงความสามารถในการซื้อขายโดยราคาไม่เบี่ยงเบนมาก ตลาดที่มีคนเยอะไม่ได้แปลว่า Liquidity ดีเสมอ
ตัวอย่างในกลุ่ม (ใช้ผิด): “ตลาด Liquidity ดี มีคนเยอะมาก”
Scalp
บางคนคิดว่า Scalp คือการเทรดเร็วๆ แค่ไม่กี่นาที แต่ Scalping ที่แท้จริงหมายถึงกลยุทธ์ที่เน้นเก็บกำไรทีละน้อยหลายๆ ครั้ง โดยมี Risk/Reward ที่ชัดเจนและมีระบบที่รัดกุม ไม่ใช่แค่การเปิดปิด Trade แบบไม่มีแผน
ตัวอย่างในกลุ่ม (ใช้ผิด): “Scalp ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้กำไร”
บทสรุป: รู้จักสแลงการเทรด แล้วจะเข้าใจตลาดได้ลึกขึ้น
สแลงการเทรด Forex ไม่ใช่แค่ภาษาที่ใช้คุยกันในกลุ่ม แต่มันคือชุดความคิดและมุมมองที่นักเทรดมืออาชีพใช้ในการสื่อสารและวิเคราะห์ตลาด นักเทรดที่เข้าใจสแลงเหล่านี้อย่างถูกต้องจะสามารถอ่านสถานการณ์ตลาดได้เร็วขึ้น สื่อสารกับชุมชนนักเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือไม่ถูกพาให้เข้าใจผิดจากการใช้คำผิดความหมาย
แอดหยี่ยวหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้นักเทรดทุกคนไม่ต้องนั่งงงอยู่คนเดียวเวลาเข้ากลุ่มอีกต่อไป และถ้าเจอสแลงคำไหนที่ยังไม่รู้จักอีก ก็อย่าอายที่จะถามนะครับ เพราะทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อนทั้งนั้น
โดนหลอกโดนโกง อย่าเก็บไว้คนเดียว แอดเหยี่ยวช่วยได้!
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html?source=tso4
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ อีกทั้งยังมีบริการ EA VPS บนแอป WikiFX อีกด้วย แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
WikiFX โบรกเกอร์
XM
Exness
D prime
EC markets
IC Markets Global
FXCM
XM
Exness
D prime
EC markets
IC Markets Global
FXCM
WikiFX โบรกเกอร์
XM
Exness
D prime
EC markets
IC Markets Global
FXCM
XM
Exness
D prime
EC markets
IC Markets Global
FXCM
