
ในช่วงสภาวะตลาดหมีที่มีความผันผวนสูงแบบนี้ เหล่านักลงทุนอาจกำลังมองหาช่องทาง หรือวิธีการใหม่ ๆ ในการหารายได้หรือการคืนทุน ซึ่งช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้แฝงตัวเข้ามาเพื่อเสนอผลประโยชน์แสนล่อตาล่อใจให้เราหลงเชื่อเข้าไปลงทุนด้วย กลโกงเหล่านี้จะมาในรูปแบบไหนบ้าง ? ในบทความนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันเลย
1. มีการการันตีผลตอบแทน
ลูกเล่นแรกที่พวกมิจฉาชีพมักใช้จูงใจเหล่านักลงทุนเลยก็คือ “การการันตีผลตอบแทนแบบแน่นอนในทุก ๆ เดือน” ซึ่งในความจริงแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงหมด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือแม้แต่คริปโทเคอร์เรนซีเองก็ตาม ขนาดบิตคอยน์ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังมีความผันผวนของราคา ดังนั้นหากพบเจอคีย์เวิร์ด “การันตีผลตอบแทน” ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงทันที
2. ตัวเลขผลตอบแทนสูงเกินความเป็นจริง
ทุกคนอาจเคยได้ยินว่า “มนุษย์เรานั้นย่อมตกเป็นเหยื่อของความโลภเสมอ” ด้วยเหตุนี้เองเหล่ามิจฉาชีพจึงมักใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมนี้ในการหลอกให้คนมาลงทุนกับตน ตัวอย่างเช่น มโนผลตอบแทนสูง ๆ ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเช่น 100% - 200% ต่อปี แต่ด้วยตัวเลขที่แสนล่อตาล่อใจ ทำให้มีผู้หลงเชื่ออยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วผลตอบแทนจากการลงทุนทั่ว ๆ ไปนั้นไม่ควรจะอยู่สูงเกิน 10% ต่อปี หากมากกว่านี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าข่ายเป็นพวกมิจฉาชีพ

3.ต้องเชิญผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วยเยอะ ๆ
การหลอกระดุมทุนผ่านโปรเจกต์ ICO (Initial Coin Offering) ซึ่งเป็นการเสนอขายเหรียญครั้งแรก มิจฉาชีพจะกดดันให้เหยื่อที่ลงทุนอยู่แล้วต้องเชิญผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วยเยอะ ๆ เพื่อให้บริษัทมีทุนไปพัฒนาเหรียญต่อ หรืออาจหลอกเหยื่อว่าหากชวนเพื่อนมาจะได้ผลตอบแทนเพิ่ม แต่เมื่อได้เงินมากพอตามที่ต้องการก็ชิ่งปิดโปรเจกต์หนีไปดื้อ ๆ เลยก็มี ดังนั้นก่อนลงทุนใด ๆ ควรตรวจสอบให้ดีอย่างถี่ถ้วน สำหรับการระดมทุนผ่านโปรเจกต์ ICO ในประเทศไทยนั้น ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.

4. ข้อมูลและเอกสารบริษัท ไม่มีความชัดเจน
พวกมิจฉาชีพจะพยายามสร้างโปรไฟล์บริษัทตนให้ดูสวยหรูและน่าเชื่อถือ แต่เมื่อถามหาเอกสารยืนยันอย่างอื่น เช่น งบการเงิน ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือเอกสารว่าใครเป็นเจ้าของมักไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงมีความคลุมเครือ เพราะบริษัทเหล่านี้สร้างตัวตนปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกเรานั่นเอง นักลงทุนทุกคนจึงควรตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของบริษัทที่ตนสนใจให้แน่นอนก่อนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอีกราย

5.เร่งให้ตัดสินใจลงทุนก่อนเสียโอกาส
เทคนิคยอดนิยมที่มิจฉาชีพใช้เพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราให้เร็วที่สุดก็คือการกดดัน เร่งรัด พูดหว่านล้อมให้รีบตัดสินใจลงทุนก่อนพลาดโอกาสรวย หรือเรียกอีกอย่างว่าเทคนิคการขายแบบ FOMO (Fear of Missing Out) ตัวอย่างคีย์เวิร์ดยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ อาทิ “รับจำนวนจำกัด รีบสมัครด่วน ๆ ” หรือ “สมัครรอบหน้าได้ผลตอบแทนลดลง” ซึ่งถือเป็นการฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของคนเพื่อตัดโอกาสไม่ให้เหยื่อไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาคนรอบข้างให้ดีเสียก่อนนั่นเอง

6.ใช้โฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง
พวกโฆษณาที่เอาคนมาถ่ายรูปคู่บ้านหรูหรือรถสปอร์ตคาร์สุดแพง พร้อมคำขอบคุณที่ได้รับการชวนมาลงทุน การระบุว่าที่ใช้เงินเพียงเล็กน้อยแต่กลับให้ผลตอบแทนมหาศาลขนาดขนาดที่ว่ามีเงินไปซื้อบ้าน ซื้อรถได้ พร้อมปิดท้ายด้วยสโลแกนเชิญชวน “อยากรวยแบบนี้รีบสมัครเลย” หรือ “ใคร ๆ ก็ลงทุนได้ ไม่จำกัดอายุ” ภาพลวงตาเหล่านี้คือมุกสุดคลาสสิคที่แก๊งมิจฉาชีพชอบใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุน

ขอบคุณข้อมูลจาก Investing.com
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex อ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูลหมดไส้หมดพุง แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

